บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อขายงานให้ผม แต่เขียนเพื่อให้คุณไม่เสียเวลากับที่ที่ไม่ควรไป

ใช้ถามผมได้ด้วย และผมอยากให้คุณถาม

หนึ่ง ต้องจ่ายเงินอะไรก่อนเริ่มไหม

ถ้ามี ให้ถามต่อว่าเงินนั้นคืออะไร ได้อะไรกลับมา และถ้าเลิกทำได้คืนไหม

ไม่ได้แปลว่ามีค่าใช้จ่ายแล้วผิดเสมอไป แต่คุณควรรู้ก่อนจ่าย ไม่ใช่หลังจ่าย

สอง ต้องซื้อสินค้ามาสต๊อกไหม

งานที่ต้องซื้อของมาก่อนขาย มีความเสี่ยงคนละแบบกับงานที่ไม่ต้อง

ถ้าคำตอบคือต้อง ให้ถามว่าขายไม่ออกแล้วคืนได้ไหม

สาม รายได้คิดยังไง จ่ายเมื่อไหร่

ขอให้เขาอธิบายวิธีคิดให้ฟัง ไม่ใช่แค่บอกตัวเลขสูงสุดที่เคยมีคนทำได้

คำตอบที่ควรระวังคือ "ทำได้เยอะมาก แล้วแต่ความขยัน" ซึ่งไม่ได้ตอบคำถาม

สี่ ถ้าลูกค้ายกเลิกสัญญา กระทบกับเรายังไง

นี่คือคำถามที่คนถามน้อยที่สุดแต่สำคัญที่สุด

สินค้าที่ผูกสัญญายาวมักมีเงื่อนไขเรื่องนี้ ถ้าไม่ถามตอนนี้ คุณจะรู้ตอนเกิดเรื่อง

ห้า ถ้าเลิกทำ มีอะไรผูกพันอยู่ไหม

ถามให้ชัดว่าออกได้เลยหรือมีเงื่อนไข

หก ใครดูแลลูกค้าของเราถ้าเราไม่อยู่

ถ้าคำตอบคือ "ก็คุณต้องดูเอง" อย่างเดียว นั่นคือความเสี่ยงระยะยาว

ในระบบที่ดี บริการหลังการขายควรเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของตัวแทน เพราะลูกค้าผูกสัญญาห้าถึงเจ็ดปี ส่วนตัวแทนอาจอยู่ไม่ถึง

เจ็ด สินค้ามีข้อเสียอะไรบ้าง

ถามข้อนี้แล้วดูปฏิกิริยา

คนที่ตอบว่า "ไม่มีข้อเสียเลย" คือคนที่ยังไม่รู้จักสินค้าดีพอ หรือรู้แต่ไม่ยอมบอก

ทุกสินค้ามีข้อจำกัด คนที่บอกข้อจำกัดได้คือคนที่เข้าใจของจริง

แปด ขอดูตัวเลขจริงได้ไหม

ขอดูตารางราคา เงื่อนไขสัญญา และเอกสารที่ลูกค้าต้องเซ็น

ถ้าดูไม่ได้จนกว่าจะสมัคร ให้ถอยก่อน

คำตอบที่ควรทำให้คุณระวัง

"รีบตัดสินใจ รอบนี้พิเศษ" งานไม่ใช่โปรโมชัน

"อย่าไปฟังคนอื่น" คนที่ห้ามคุณหาข้อมูลเพิ่ม กำลังกลัวอะไรบางอย่าง

"เดี๋ยวสอนทีหลัง" เวลาถามเรื่องเงื่อนไขแล้วได้คำตอบนี้ แปลว่าเขาไม่อยากให้คุณคิดก่อนสมัคร

การพูดถึงคนที่ทำได้สูงสุดตลอดเวลา โดยไม่พูดถึงค่าเฉลี่ยหรือคนที่ทำไม่สำเร็จ

ถามผมได้ทุกข้อ

ทั้งแปดข้อครับ ถามได้เลยไม่ต้องเกรงใจ

ผมตอบไม่ได้ทุกข้อในทันทีนะครับ บางข้อผมต้องขอเช็กกับบริษัทก่อน แต่ผมจะบอกคุณว่าข้อไหนที่ต้องเช็ก แทนที่จะเดาให้ฟัง

คนที่ถามครบก่อนตัดสินใจ คือคนที่จะไม่มาเสียใจทีหลัง ซึ่งดีกับผมด้วย